ผู้เขียน หัวข้อ: อาหารทางการแพทย์สามารถใช้เป็นอาหารสายยางแก่ผู้ป่วยได้หรือไม่  (อ่าน 82 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 915
  • รับโปรโมทเว็บ, บริการโพสประกาศ
    • ดูรายละเอียด
อาหารทางการแพทย์สามารถใช้เป็นอาหารสายยางแก่ผู้ป่วยได้หรือไม่

ได้แน่นอนครับ และในปัจจุบัน อาหารทางการแพทย์ (Commercial Formula) เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมากสำหรับการให้อาหารทางสายยาง เนื่องจากมีข้อดีหลายประการที่เหนือกว่าอาหารปั่นผสมเองในบางแง่ครับ

เหตุผลและรายละเอียดที่คุณควรรู้ก่อนเลือกใช้ครับ:

1. ทำไมอาหารถึงทางการแพทย์ถึงใช้ทางสายยางได้ดี?
สารอาหารแม่นยำ: มีการคำนวณสัดส่วน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินมาให้ครบ 5 หมู่ตามความต้องการของร่างกายใน 1 แก้ว

ความสะอาดสูง: ลดความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการท้องเสียในผู้ป่วยสายยาง

ละลายง่าย ไม่ตันสาย: เนื้อสัมผัสจะเป็นของเหลวที่มีความหนืดคงที่ ทำให้ไหลผ่านสายยางได้สะดวก ไม่เกิดปัญหาตะกอนอุดตัน

สะดวก: ประหยัดเวลาในการเตรียม ไม่ต้องต้ม ปอก หรือปั่นเอง


2. อาหารทางการแพทย์มีหลายสูตร (เลือกให้ถูกกับโรค)
การเลือกใช้ต้องดูว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหรือไม่ เพราะแต่ละสูตรออกแบบมาต่างกันครับ:

สูตรมาตรฐาน (Standard Formula): สำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่ระบบย่อยปกติ (เช่น Ensure, Isocal, Nutren Optimum)

สูตรควบคุมน้ำตาล (Diabetes Formula): สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและใยอาหาร (เช่น Glucerna, Nutren Diabetes)

สูตรโปรตีนสูง (High Protein): สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ หรือผู้ป่วยหลังผ่าตัด (เช่น Prosure, Oralane)

สูตรเฉพาะโรคไต (Kidney Formula): จะจำกัดปริมาณฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโปรตีนตามระยะของโรค (เช่น Nepro, Onesure)


3. วิธีการเตรียมอาหารทางการแพทย์เพื่อใส่สายยาง
การชง: ต้องใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำอุ่น (ห้ามใช้น้ำร้อนจัดเพราะจะทำลายโปรตีนและวิตามิน)

ความเข้มข้น: โดยปกติจะชงให้ได้พลังงาน 1 kcal/ml (เช่น ผง 6 ช้อน ต่อน้ำ 200 ml จะได้ปริมาณรวมประมาณ 230−250 ml)

การเก็บรักษา: หากชงแล้วควรให้ผู้ป่วยทันที หากเหลือให้แช่ตู้เย็นและใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง


4. ข้อควรระวัง
การปรับตัวของลำไส้: หากเปลี่ยนจากอาหารปั่นมาเป็นอาหารทางการแพทย์กะทันหัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องเสียในช่วง 1-2 วันแรก ควรเริ่มให้ในปริมาณน้อยๆ หรือปล่อยให้ไหลช้าลงเพื่อให้ลำไส้ปรับตัว

ราคา: อาหารทางการแพทย์จะมีราคาสูงกว่าการซื้อวัตถุดิบมาปั่นเอง

น้ำตาลแฝง: ในบางยี่ห้ออาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือนมวัว หากผู้ป่วยแพ้นมวัวต้องเลือกสูตรที่เป็นโปรตีนจากถั่วเหลืองแทน

💡 สรุปจาก Gemini
อาหารทางการแพทย์เป็นตัวเลือกที่ดีมากในกรณีที่ผู้ดูแลไม่สะดวกเตรียมอาหารเอง หรือผู้ป่วยมีโรคเฉพาะทางที่ต้องการการคุมสารอาหารอย่างเข้มงวดครับ หลายบ้านใช้วิธี "ผสมผสาน" คือมื้อเช้า-เย็นเป็นอาหารปั่นสด และมื้อกลางวันเป็นอาหารทางการแพทย์เพื่อความสะดวกก็ได้เช่นกันครับ